เรื่องราวของพายุ

พายุ หรือ วาตภัย เป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลก มีความรุนแรงที่แตกต่างกันไปตามภูมิประเภท พายุมีลักษณะเป็นลม และเมฆฟ้าคะนอง ที่มีผลกระทบต่อพื้นโลก ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคือสภาพอากาศที่รุนแรง พายุมักเกิดขึ้นบริเวณเขตน้ำอุ่น หรือ กระแสน้ำอุ่นบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรหรือเขตร้อน มักจะเกิดขึ้นโดยการที่กระแสน้ำอุ่นปะทะกับกระแสน้ำเย็นก่อเกิดเป็นไอน้ำพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วประทะกับความเย็นเกิดเป็นลมหมุนซึ่งมีเร็วลมที่ต่างกันไปตามความร้อนรวมถึงภูมิประเทศของสถานที่นั้นๆ พายุ ไม่ได้จำกัดความว่าเป็นพายุขนาดใหญ่เสมอไป ยังกำจัดความได้หลากหลายประเภท เช่น พายุฟ้าคะนอง, พายุหมุนเขตร้อน, พายุลูกเห็บ, พายุทอร์นาโด, พายุน้ำแข็งหรือพายุหิมะ เป็นต้น พายุส่วนใหญ่จะมีความเร็วลมที่ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปจะถูกเรียกว่าพายุ ซึ่งความเร็วลมสามารถแรงได้ถึง 500 กิโลเมตร/ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งจะก่อเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล รวมถึงขนาดของพายุโดยเฉพาะพายุหมุนเขตร้อนที่มีขนาดใหญ่และกว้างมากกว่า 200 กิโลเมตร การเกิดพายุ เกิดขึ้นเมื่อศูนย์กลางของแรงดันอากาศต่ำลงมาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อีกทั้งในบริเวณนั้นมีความดันอากาศสูงเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว ทำให้ความดันอากาศทั้งสองมาปะทะกันจนก่อเกิดการเปลี่ยนรูปในรูปแบบเมฆพายุ ซึ่งมีลักษณะเป็นเมฆสีดำที่ประกอบด้วยประจุไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เกิดฝนตกและฟ้าผ่า ส่วนใหญ่พายุจะเกิดขึ้นในทะเล เรียกว่า พายุหมุนเขตร้อน แต่ก็มีบางประเภทที่เกิดบนพื้นดินเช่นกัน อีกทั้งการเกิดพายุนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาลซึ่งจะมีความแตกต่างกันไป      

พายุทอร์นาโด

พายุทอร์นาโดนั้นเป็นชื่อพายุหมุนมีลักษณะเป็นแบบงวงช้าง หรือ ท่อยาวแตะพื้นโลก เป็นพายุที่มีสภาพอากาศที่เลวร้ายมากเนื่องจากก่อนการเกิดทอร์นาโด จะมีเมฆดำทึบ ฟ้าผ่า รวมถึงลูกเห็บตก พายุทอร์นาโดสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกพื้นที่ทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่ทอร์นาโดจะเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา บริเวณภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ ซึ่งมีอากาศที่เหมาะสมแก่เกิดพายุทอร์นาโด ทอร์นาโดมีความเร็วลมที่สูงมากเมื่อพัดผ่านพื้นที่ บางลูกมีความเร็วลมสูงขึ้น 500 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทอร์นาโดเกิดขึ้นจากลมร้อนและลมเย็นมาปะทะกันและก่อตัวให้เกิดลมที่หมุนวน เมื่อมีแรงหมุนวนมากพอก็จะทำให้แรงหมุนไม่คงที่เกิดปลายข้างหนึ่งมาสัมผัสที่พื้นทำให้มีลักษณะเป็นกรวยท่อหมุนวน เมื่อทอร์นาโดพัดผ่านจะถอนรากต้นไม้หรือบ้านเรือน เกิดความเสียหายได้ ทอร์นาโดมีระดับความรุนแรงและความเร็วลมที่แตกต่างกันโดยวัดระดับเป็น F0-F5 ส่วนมากทอร์นาโดจะเกิดในระดับ F0-F2 ประมาณ 300-400 ลูกในช่วงฤดูพายุทอร์นาโด ขณะที่ระดับ F5 นั้นจะเกิดขึ้นเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งระดับ F5 จะมีความเร็วลมสูงมากและมีความรุนแรงมากเมื่อพัดผ่าน ในวันที่ 18 มีนาคม ปี 1925 เกิดพายุทอร์นาโดระดับ F5 พัดผ่านข้ามรัฐ มิสซูรี อิลลินอยส์ อินเดียนน่า เคนทักกี้ เทนเนสซี แอละแบมา และแคนซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 695 คน ซึ่งพายุทอร์นาโดลูกนี้ถูกนับว่าเป็นพายุทอร์นาโดระดับ F5 ที่ทำความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ […]

พายุหมุนเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อน เป็นเรียกพายุขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นในทะเล ในเขตร้อนเช่นเขตเส้นศูนย์สูตร เป็นพายุที่เกิดขึ้นจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรง เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน พายุหมุนเขตร้อนมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามสถานที่และระดับ ในอดีตพายุหมุนเขตร้อนเคยก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาแล้วในหลายประเทศ พายุหมุนเขตร้อนมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศและระดับความเร็วลม เช่น เกิดในแถบอ่าวเม็กซิโก, ฟอร์ลิดา ทะเลแคริเบียน จะเรียกว่า พายุเฮอริเคน เกิดขึ้นในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ เรียกว่า พายุไต้ฝุ่น เกิดขึ้นในแถบมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล เรียกว่า ไซโคลน เกิดทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เรียกว่า วิลลี่ หรือ ไซโคลน ซึ่งเป็นชื่อพายุที่มีระดับความเร็วลมประมาณ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้พายุเขตร้อนที่มีระดับความเร็วลมต่ำกว่า 180 จะถูกเรียกว่า พายุโซนร้อน มีความเร็วลมประมาณ 90-170 กิโลเมตร/ชั่วโมง และ พายุดีเปรสชั่น จะต่ำกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ส่วนใหญ่พายุหมุนเขตร้อนจะเกิดขึ้นโดยความสัมพันธ์ระหว่างน้ำอุ่น ซึ่งได้รับพลังงานจากการระเหยของน้ำบริเวณมหาสมุทรซึ่งในเขตร้อนจะมีการระเหยมาก หลังจากนั้นน้ำที่ระเหยจะมีความแน่นในกลุ่มเมฆ เมื่อความชื้นอิ่มตัวก่อเกิดลมหมุนวน พายุหมุนเขตร้อนจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่มากประมาณ 100- 2000 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น พายุหมุนเขตร้อนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อขึ้นฝั่งจะก่อให้เกิดลมแรงมาก คลื่นพายุซัดฝั่ง รวมถึงน้ำท่วมอย่างฉับพลัน […]

พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุก

แหลมตะลุมพุก ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นส่วนแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลมีหมู่บ้าน โรงเรียน ตลาด ผู้คน 2 ศาสนาต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในแต่ละปีแหลมตะลุมพุกมีปัญหาทางคลื่นทะเลที่กัดเซาะชายฝั่งหายไปทีละนิด ปัจจุบันมีการวางแนวหินและสร้างปูนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แม้ว่าจะมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่แหลมตะลุมุพกก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นแหล่งหาปลาและทำกะปิเคยที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในอดีตแหลมตะลุมพุกเคยเกิดวาตภัยครั้งร้ายแรงมาแล้ว ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2505 พายุโซนร้อนแฮเรียตก่อตัวบริเวณประเทศเวียดนามจากหย่อมความกดอากาศต่ำ จากนั้นก็เคลื่อนมายังอ่าวไทยและทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนบริเวณจังหวัดสงขลา ซึ่งในขณะนั้นได้มีวิทยุเตือนถึงพายุในเขตดังกล่าวซึ่งชาวบ้านในแหลมส่วนใหญ่จะยังอยู่ในบ้านเนื่องจากเคยประสบกับพายุมาแล้ว ในช่วงค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2505 พายุโซนร้อนแฮเรียตพัดขึ้นฝั่งแหลมตะลุมพุกด้วยความเร็วลม 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง และความเร็วรอบศูนย์กลางราว 108 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อเกิดคลื่นทะเลซัดเข้าทำลายบ้านเรือนริมฝั่ง น้ำท่วมฉับพลันและลมแรง มีรายงานจากชาวบ้านว่ามีการเกิดพายุหมุนงวงช้างในทะเลด้วย ซึ่งขณะขึ้นฝั่งพายุมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 300 กิโลเมตร ทำความเสียหายแก่จังหวัดใกล้เคียง คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากพายุโซนร้อนแฮเรียตประมาณ 1,000 คน ส่วนมากอยู่ที่แหลมตะลุมพุก และมีความเสียหายหนักที่สุด ซึ่งพายุโซนร้อนแฮเรียตสร้างความเสียมากที่สุดในรอบ 100 ปี  

เฮอริเคนแคททรีน่า

พายุหมุนเขตร้อนเป็นพายุที่สร้างความเสียหายมากเมื่อพัดขึ้นฝั่ง มันสามารถทำให้เกิดน้ำท่วมที่รุนแรง ลมกระโชกแรง และไฟฟ้าดับส่งผลกระทบอย่างมากต่อทรัพย์สินเงินทอง ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่เผชิญหน้ากับพายุหมุนเขตร้อนมากมาย แต่กับพายุแคททรีน่า สร้างความเสียหายมากเป็นวงกว้างในสหรัฐ เฮอริเคนแคทรีนา เป็นชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงมากเมื่อขึ้นฝั่ง พายุนี้ก่อตัวบริเวณนอกชายฝั่งของฟอร์ลิดาบริเวณหมู่เกาะเบอร์มิวด้า จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อตัวขึ้นจากนั้นเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 3 ก่อนเคลื่อนเข้าชายฝั่งฟอร์ลิดา และหมู่บาฮามาส ทำให้เกิดคลื่นทะเลซัดฝั่ง ลมแรงและน้ำท่วม มีการเตือนถึงเมืองในบริเวณอ่าวเม็กซิโกที่จะได้รับผลกระทบ ทางอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐคาดว่าเฮอริเคนแคททรีน่าจะขึ้นฝั่งประเทศเม็กซิโกและอ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 2 ในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ต่อมาพายุนี้ได้เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 5 ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับพายุในอ่าว เนื่องจากกำลังลมของพายุจะเกิดขึ้นในทะเลกว้างเท่านั้น และมันได้เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือไปยังนิวออนลีนส์ด้วยความแรงระดับ 5 ก่อให้เกิดฝนตกอย่างหนัก ลมกระโชกแรง หลังจากพายุสงบลงพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเมืองนิวออนลีนส์ถูกน้ำท่วมขังสูงถึง 6 เมตร บางจุดคาดว่า 13 เมตร มูลค่าความเสียหาย 81 พันล้านดอลลาร์ ประชาชนเสียเสียชีวิตประมาณ 1,836 ราย เดือดร้อนกว่า 6 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้งาน และต้องถูกขังอยู่ในบ้านที่มีน้ำท่วมขังสูงซึ่งกินเวลากว่า 2 เดือนนับว่าเป็นพายุเขตร้อนที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา